Techtoro Blockchain & Crypto TECHTORO was founded on 1st January 2021 subject to Tokenine Co., LTD. We have Mr. Thanawat Lertwattanarak (J Ventures Co., Ltd.’s CEO), Mr.

เทคโทโร (TECHTORO) คือ สื่อกลางให้ความรู้ทั้งในด้านเทคโนโลยี การเงิน และการลงทุนทั่วไป รวมถึงให้ความรู้ด้านเทคโนโนยีบล็อกเชน , คริปโตเคอร์เรนซี , DeFi , NFT, และ Metaverse
โดยก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2021 ซึ่งเทคโทโรอยู่ภายใต้บริษัท โทเคไนน์ จํากัด (Tokenine Co.,LTD.) มีประธานที่ปรึกษาอันได้แก่ คุณธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ (CEO, บริษัท เจ เวนเจอร์ส), คุณโดม เจริญยศ (CEO, บริษัท โทเคไนน์ จํากัด) แล

ะกลุ่มบริษัท DomeCloud ผู้พัฒนาบล็อกเชนเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศไทย

จุดประสงค์ของเราเพื่อต้องการให้ทุกคนเข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น ในด้านการเลือกรับสื่อความรู้ที่เหมาะกับผู้ใช้ (Users) เช่น ความรู้ บทความข่าว อีเวนต์ออนไลน์ อีเวนต์ออฟไลน์ วิดีโอ เวิร์คช็อป อีเลิร์นนิง และไลฟ์วิดีโอ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกระดับความรู้ได้เอง ซึ่งในเทคโทโรจะรวบรวมความรู้ และนำมาสรุป เพื่อสื่อสารให้ผู้ใช้เข้าใจได้ตามระดับความรู้ ตั้งแต่พื้นฐานถึงระดับสูงสุด

สำหรับใครที่ต้องการหาสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์ TECHTORO ยินดีให้ความช่วยเหลือ
สามารถติดตามสาระความรู้ และข่าวสารได้ที่
LINE : https://lin.ee/kznA8T3T
Website : techtoro.co


TECHTORO is an Intermediate that informs knowledge about technology, financial, general investment, and also blockchain technology, Cryptocurrency, DeFi, NFT, and Metaverse. Dom Charoenyos (Tokenine Co., Ltd.’s CEO), and DomeCloud company group as Advisory Chairmen Our purpose is to make knowledge more accessible to everyone, in terms of receiving information for users. Such as knowledge, news, online event, offline event, video, workshops, e-learning, and live video, where users are able to choose a knowledge degree by themselves. We gather information and conclude with perceptive information, from fundamental to advance. For those who seek to Public Relations Intermediate, do not hesitate to contact us
LINE : https://lin.ee/kznA8T3T
Website : techtoro.co

25/06/2026

Crypto Twitter วันนี้คุยกันเรื่อง Alpenglow ในแง่ราคา SOL กับ narrative ว่า "Solana จะแซง Ethereum" เห็นเป็นสิบ thread แล้ว ส่วนใหญ่เป็น take แบบนี้: Alpenglow = 100x faster = SOL pump

ผมอ่านแล้วรู้สึกว่ามันพลาดประเด็นสำคัญไปทั้งหมด

เรื่องที่น่าสนใจกว่า price action มากคือสิ่งที่ Alpenglow เปิดเผยเกี่ยวกับ tradeoff ของ consensus design

TowerBFT ที่ Solana ใช้อยู่ตอนนี้มัน inherit มาจาก family ของ PBFT-based protocol ซึ่งออกแบบมาสำหรับ permissioned network ที่มี node ไม่มาก การ scale มันไปยัง 1,000+ validators บน permissionless network ทำให้ต้องใช้ trick หลายอย่าง รวมถึง Proof of History ที่เป็น cryptographic clock ใช้ synchronize เวลาระหว่าง validators โดยไม่ต้องส่งข้อความหาก็ได้

แต่ผลลัพธ์คือ finality ออกมาช้ากว่าที่ headline speed ของ network จะบอก

Votor ใน Alpenglow ใช้ BLS signature aggregation ซึ่งเป็น approach ที่ Ethereum 2.0 เลือกมาตั้งแต่ต้นสำหรับ beacon chain validator voting มันไม่ใช่ concept ใหม่ แต่การ implement มันให้ทำงานได้ดีใน environment ที่มี throughput สูงขนาดนี้นั่นแหละที่ยาก

สิ่งที่ Anza กำลัง test อยู่คือ Alpenswitch ซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยน consensus protocol บน live network โดยไม่ต้อง halt chain นั่นคือ engineering challenge ที่ซับซ้อนกว่า protocol เองด้วยซ้ำ

ถ้า Alpenglow mainnet ไม่มีปัญหาใหญ่ มันจะเป็น proof ว่า consensus protocol สามารถ upgrade ได้ใน production ซึ่งนั่นคือ signal ที่มีความหมายสำหรับ blockchain infrastructure ทั้งอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่สำหรับราคา SOL

#เทคโนโลยี

25/06/2026

ตัวเลขที่ผมนั่งจ้องอยู่ตอนนี้คือ 32

นั่นคือจำนวน consecutive vote rounds ที่ TowerBFT ต้องการก่อนที่ block หนึ่งจะ "final" บน Solana ทุกวันนี้

แต่ละ round กินเวลาประมาณ 400ms และต้องได้ 2/3 ของ total staked SOL มา confirm จึงได้ 12.8 วินาทีต่อ finality event ซึ่งระหว่าง 12.8 วินาทีนั้น transaction ของคุณยัง reorg ได้ทางทฤษฎี

นี่คือสาเหตุที่ MEV บน Solana ยังมี window อยู่แม้ network จะเร็วมาก เพราะ "fast processing" กับ "economic finality" มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

Alpenglow อยู่ใน testnet แล้ว ถ้า Votor deliver 100ms finality จริง window นั้นจะแคบลงจนแทบปิดได้

25/06/2026
มีช่วงหนึ่งเมื่อสองอาทิตย์ก่อน ผมนั่งอ่าน whitepaper ของ Alpenglow อยู่ตอนตีสอง แล้วมีประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมหยุดอ่าน วางโ...
25/06/2026

มีช่วงหนึ่งเมื่อสองอาทิตย์ก่อน
ผมนั่งอ่าน whitepaper ของ Alpenglow
อยู่ตอนตีสอง
แล้วมีประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมหยุดอ่าน
วางโทรศัพท์ลง แล้วนั่งคิดอยู่นานกว่าสิบนาที

มันเขียนว่า: "current finality latency of approximately 12.8 seconds"

สิบสองจุดแปดวินาที ใน network ที่ทุกคนโฆษณาว่า "ไวที่สุดในโลก"

นั่นคือตอนที่ผมเข้าใจว่า thesis ทั้งหมดที่ชาว Solana เล่ากันมาหลายปี มันไม่ผิด แต่มันไม่ครบ

เรื่องนี้ต้องเล่าจากต้น
เพราะมันเกี่ยวกับความต่างระหว่างคำสองคำที่ฟังดูเหมือนกัน
แต่ความหมายต่างกันคนละโลก คือ "confirmed" กับ "final"

เวลา Solana process transaction ใหม่
มันใช้เวลาประมาณ 400 milliseconds ต่อ slot
นั่นคือเวลาที่ block producer
สร้าง block และ broadcast ออกไปให้ network เห็น
ถ้าคุณเช็คใน explorer
คุณจะเห็น transaction ขึ้นว่า "confirmed" เร็วมาก
บางคนบอก 500ms บางคนบอกต่ำกว่านั้น

แต่ "confirmed" ไม่ได้แปลว่า "final"

ใน consensus protocol ของ Solana ที่ใช้อยู่ตอนนี้ชื่อ TowerBFT นั้น
กว่าที่ block จะกลายเป็น "irreversible" อย่างแท้จริง
validator ต้องลง vote แบบสะสม 32 ครั้งติดต่อกัน
และต้องได้ 2/3 ของ total stake มา confirm
ในแต่ละ round ซึ่งกว่าจะครบ 32 rounds
มันกินเวลาประมาณ 12.8 วินาที

ลองนึกภาพแบบนี้: คุณส่งเงินไปให้เพื่อน exchange บอกว่า "confirmed" แล้ว แต่จริงๆ แล้วมันยัง rollback ได้อีกนานเกือบ 13 วินาที ถ้า network มีปัญหา ระบบ voting ยังไม่จบ

สำหรับ DeFi protocol ที่ต้อง atomic execute หลาย transaction พร้อมกัน 12.8 วินาทีนี้คือ attack surface ที่ใหญ่มาก MEV bot รู้เรื่องนี้ดีกว่าใครเพื่อน

Alpenglow คือการที่ Anza (ทีม core developer ของ Solana) ตัดสินใจว่า จะแก้ที่ protocol level ของ consensus เลย ไม่ใช่แค่ optimize รอบๆ

พวกเขาแทนที่ TowerBFT และ Proof of History ด้วยสองระบบใหม่คือ Votor และ Rotor

Votor คือ voting protocol ใหม่ แทนที่จะให้ validator โพสต์ vote ลง on-chain ทีละ round Votor ให้ validator รวบ vote ผ่าน BLS signature aggregation แบบ off-chain แล้วส่งเป็น certificate ก้อนเดียว เมื่อ 80% ของ stake ออนไลน์และ vote มาครบ finality เกิดขึ้นใน round เดียว ใช้เวลาประมาณ 100 milliseconds ถ้า stake ออนไลน์แค่ 60% มันต้อง 2 rounds ก็ยังแค่ 150ms เท่านั้น

เหตุผลที่ BLS signature aggregation สำคัญมากคือ แทนที่จะต้อง verify 1,000+ validator signatures แยกกัน คุณ verify ได้ใน O(1) operation เดียว ลด computational overhead ลงมหาศาล และเพราะ vote ไม่ต้อง on-chain อีกต่อไป ledger ก็ไม่บวมจาก vote data อีกด้วย

Rotor คือส่วนที่จัดการ data propagation แทนที่ architecture แบบเดิมที่ block producer ต้องส่งข้อมูลผ่าน pipeline ยาวๆ ของ validator nodes Rotor ออกแบบให้ producer ส่งไปยัง relay node กลุ่มเล็กๆ แล้ว relay เหล่านั้น broadcast ออกไปหา full network ในครั้งเดียว เป็น single-hop architecture

ลด latency จาก network propagation ลงได้ชัดเจน เพราะ bottleneck เดิมอยู่ที่การ pass ข้อมูลผ่าน node หลายชั้น Rotor ตัดทอด hop เหล่านั้นออก

ตอนนี้ Alpenglow กำลัง live testing บน community test cluster ที่ Anza เปิดตั้งแต่ 11 พฤษภาคม 2026 validator กำลัง test Alpenswitch ซึ่งเป็นกระบวนการ migrate จาก TowerBFT ไปเป็น Alpenglow บน running network โดยไม่ต้อง restart chain Mainnet น่าจะเกิดขึ้น Q3 หรือ Q4 2026 ถ้า testnet ไม่มีปัญหาใหญ่

ย้อนกลับมาที่ประโยคที่ทำให้ผมหยุดอ่านตอนตีสอง

Solana ไม่ได้ "ช้า" ในแบบที่คนส่วนใหญ่คิด throughput มันยังคงสูงมาก transaction per second ยังคงนำหน้า chain อื่นมาก แต่ finality 12.8 วินาทีนั้นหมายความว่า Solana กำลังเล่น optimistic game อยู่ตลอดเวลา เร็วในการ process แต่ยังไม่ final จนกว่าจะครบ cycle

Alpenglow เปลี่ยน thesis จาก "fast processing, slow finality" ไปเป็น "fast processing, fast finality" ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ protocol จริงๆ ต้องการถ้าจะรองรับ institutional grade application

สำหรับนักพัฒนาที่กำลังคิดจะ build อะไรบน Solana นี่คือ signal ที่ชัดเจนมากๆ

— Techtoro

#เทคโนโลยี

24/06/2026

Crypto Twitter
วันนี้แบ่งออกเป็นสองฝั่งชัดเจน
ฝั่งนึงบอกว่า EF ตัดงบ 40%
เป็นสัญญาณดี lean org
ทำงานได้เร็วกว่า
อีกฝั่งบอกว่ามัน death spiral
สำหรับ Ethereum ทั้งสองฝั่งพลาด nuance ที่สำคัญที่สุด

narrative ที่ dominant คือ
"EF กำลัง decentralize ตัวเอง"
ซึ่งฟังดูดีมาก
แต่ถ้าลองดูที่ mechanics จริงๆ
decentralization ของ foundation funding
ไม่ได้ automatic แปลงเป็น
decentralization ของ
development capacity
มันเป็น category ที่ต่างกัน

การปิด PSE
ไม่ใช่แค่การตัดงบทีมนึง
มันคือการ wind down
ของ institutional knowledge
ที่สะสมมาหลายปีในเรื่อง ZK circuit design
ทีมที่สร้าง MACI และ Semaphore
ไม่ได้แค่เขียน code
พวกเขา audit circuits, run security reviews, และ maintain
ความเข้าใจว่า attack vectors ของ
ZK proof system
มีอะไรบ้าง
ความรู้พวกนี้มันอยู่ในหัวคน
ไม่ใช่แค่ใน repository

ที่น่าสนใจกว่าคือ EF
กำลัง bet ว่า ecosystem actors อื่นๆ
จะรับ funding gap นี้ไป Protocol DAOs, L2 foundations
ที่ benefit จาก Ethereum security, institutional stakers
ที่มี economic incentive ให้ protocol healthy
คนพวกนี้ต่างหากที่ควรจะ
fund infrastructure มากกว่า EF คนเดียว

ผมคิดว่ามัน thesis ที่ valid
แต่เป็น bet ที่ยังไม่ได้ prove จริง
ถ้า ecosystem actors
รับบทบาทนี้ได้
Ethereum อาจจะ more resilient กว่าเดิม
แต่ถ้า funding gap จริงๆ
เกิดขึ้นใน client teams
ในช่วง transition นั่นคือ systemic risk จริงๆ
ไม่ใช่แค่ narrative

สิ่งที่ควร watch คือ Devcon ปลายปีนี้ ถ้า community สร้าง sustainable funding mechanism ใหม่ได้ภายในงาน นั่นคือ signal ที่แข็งแกร่งมาก

— techtoro

24/06/2026

ตัวเลขที่ผมอยากให้ลองนั่งคิดดูวันนี้ $30 ล้าน

นั่นคือ estimated annual funding gap สำหรับ Ethereum client teams ทั้งหมด — Geth, Nethermind, Besu, Lighthouse, Prysm, Lodestar — หลังจาก Client Incentive Program ของ EF หมดอายุเดือนเมษายนที่ผ่านมาโดยไม่มี replacement

ลองเอาไปเปรียบกับตัวเลขอื่น ETH market cap วันนี้ประมาณ $200 พันล้านดอลลาร์ TVL ใน Ethereum DeFi รวมๆ หลายร้อยพันล้าน ค่า gas ที่ users จ่ายรวมกันหลายพันล้านต่อปี แต่ engineers ที่ maintain software ที่รัน nodes ทั้งหมดนั้น ต้องการ $30 ล้านต่อปีเพื่อ survive

มันคือ attack surface ที่แปลกมาก ไม่ใช่ 51% attack ไม่ใช่ smart contract bug แต่เป็น maintenance funding gap ของ client diversity ที่ทำให้ Ethereum censorship-resistant อยู่ ถ้า client ส่วนใหญ่ไม่มีทุน development quality ก็ drop ซึ่งเป็น tail risk ที่ไม่ค่อยมีใครคิดถึง

ผมอ่านประกาศของ Ethereum Foundation เมื่อคืนแล้วนั่งจ้องหน้าจออยู่นานมาก ไม่ใช่เพราะช็อค แต่เพราะตัวเลขมันบอกอะไรบางอย่า...
24/06/2026

ผมอ่านประกาศของ Ethereum Foundation
เมื่อคืนแล้วนั่งจ้องหน้าจออยู่นานมาก
ไม่ใช่เพราะช็อค
แต่เพราะตัวเลขมันบอกอะไรบางอย่างที่ headline ไม่ได้บอก

EF ประกาศตัดงบ 40% ปลดคน 54 คน
(ประมาณ 20% ของ headcount ทั้งหมด)
และปิด PSE — Privacy and Scaling Explorations —
ทีม applied cryptography
ที่สร้าง ZK tooling มาหลายปี
ทุกคนพูดถึงมันในแง่
"EF กำลัง lean down, efficient ขึ้น"
แต่สิ่งที่ผมเห็นในตัวเลขมันต่างออกไป

ลองดูโครงสร้างการเงินจริงๆ ก่อน
EF มี treasury ประมาณ $1.5 พันล้านเป็น ETH
พวกเขาเคยใช้จ่ายราว 15% ของ treasury ต่อปี
ซึ่งแปลว่าประมาณ $225 ล้านต่อปี ภายใต้ model ใหม่ที่
Vitalik พูดถึง
เขาอยากให้ spend ลดลงเหลือ 5% ของ treasury ภายในปี 2030
นั่นคือประมาณ $75 ล้านต่อปีที่ current ETH price
ลองนึกภาพว่ามันลดไปขนาดไหน

แต่นี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป EF ไม่ได้แค่ fund
งานวิจัยของตัวเอง
พวกเขา fund client teams ด้วย
— Geth, Nethermind, Besu, Lighthouse, Prysm, Lodestar
ทั้งหมดนี้คือซอฟต์แวร์ที่รัน Ethereum nodes ทั่วโลก
ภายใต้ Client Incentive Program
ที่หมดอายุไปในเดือนเมษายน 2026
และยังไม่มี replacement Trent Van Epps อดีต EF coordinator
เรียก gap นี้ว่าประมาณ $30 ล้านต่อปี

นี่คือจุดที่ engineering คิดต่างจาก
investment narrative ทั่วไป $30 ล้านต่อปี
สำหรับ protocol-level software maintenance ของ L1
ที่มี TVL หลายร้อยพันล้านดอลลาร์มันน้อยมากจนน่ากลัว

ทีนี้ลองมาดู PSE ว่าทำอะไรอยู่จริงๆ PSE สร้าง MACI
— Minimum Anti-Collusion Infrastructure —
ซึ่งเป็น ZK-based voting system
ที่ป้องกันการ bribe ผู้ลงคะแนน
โดยทำให้ผู้ประสานงานการเลือกตั้งสามารถ decrypt
ผลลัพธ์ได้ แต่ผู้ลงคะแนนสามารถ prove
ว่าตัวเองลงคะแนนอะไรโดยที่ briber
ไม่สามารถ verify ได้จากภายนอก
นอกจากนั้นยังมี Semaphore ซึ่งเป็น
anonymous credential system
ที่ให้ผู้ใช้ prove ว่าตัวเองเป็น
member ของ group
โดยไม่เปิดเผยว่าเป็นใคร และ PlasmaFold
ที่เอา ZK มาใช้ใน L2 privacy
นี่คือ cryptographic primitives
ที่จำเป็นถ้า
Ethereum อยากมี private DeFi จริงๆ

ZK proof
ทำงานอย่างไรในบริบทนี้
แบบ simplified มาก circuit คือ
set ของ constraints
ที่ define ว่า statement ไหน
valid prover สร้าง witness (ข้อมูลส่วนตัว) และ proof
ว่า witness นั้น satisfy constraints verifier check
ว่า proof valid
โดยไม่เห็น witness เลย
งานของ PSE คือการ design circuits เหล่านี้ให้ efficient
พอที่จะ run บน consumer hardware และ audit
ให้ปลอดภัยพอที่จะ deploy บน mainnet
มัน require deep expertise ที่ build ขึ้นมาหลายปี

ส่วนที่ผมคิดว่าคนพลาดไป EF
บอกว่างาน ZK privacy
จะ "shift ไปสู่ protocol layer โดยตรง"
ในทาง theory มันฟังดูดี
แต่ในทาง engineering การ wind down
ทีมที่มี context สะสมมาหลายปีแล้วไป
rebuild ใหม่ใน cluster
อื่นนั้น non-trivial มาก
เหมือนปิด database team
แล้วบอกว่า "query optimization
จะเป็น responsibility ของ application team แทน"
มันอาจจะ work แต่ transition cost สูง

สิ่งที่เราเห็นจริงๆ คือ Ethereum
กำลัง test ว่า open-source ecosystem
สามารถ fund infrastructure
ของตัวเองได้หรือเปล่าโดยไม่ต้องมี
centralized patron เหมือน
EF Protocol guilds, Gitcoin, protocol DAO ต่างๆ
ต้องรับบทบาทนี้
มันอาจจะ work ดีกว่า model เดิม
หรืออาจจะมี funding gap จริงๆ ก็ได้ ผมยังไม่แน่ใจ

สิ่งที่แน่ใจกว่าคือ Ethereum
กำลังทำการทดลองที่น่าสนใจมาก
กำลัง stress test ว่า "public good protocol" จะ sustain
ตัวเองได้ยังไงเมื่อ founder organization
ลดบทบาทลง
คำตอบมันจะมี implication ต่อทุก L1 ที่
depend on foundation model

— techtoro

ผมเห็นตัวเลข 100,000 TPS แล้วก็หยุดอยู่กับมันนานไม่ใช่เพราะมันใหญ่ แต่เพราะมันทำให้ผมนึกถึงคำถามที่ไม่มีใครถามว่า — ถ้าจ...
24/06/2026

ผมเห็นตัวเลข 100,000 TPS แล้วก็หยุดอยู่กับมันนาน

ไม่ใช่เพราะมันใหญ่ แต่เพราะมันทำให้ผมนึกถึงคำถามที่ไม่มีใครถามว่า — ถ้าจะทำ 100,000 TPS บน blockchain ได้จริง สถาปัตยกรรมข้างในมันต้องหน้าตาเป็นยังไง?

สัปดาห์นี้ MegaETH มี token unlock มูลค่ากว่า $735 ล้านดอลลาร์ สื่อส่วนใหญ่พูดถึงแค่ตัวเลขนั้น แต่ที่น่าสนใจกว่ามากอยู่ใน whitepaper ของพวกเขา

MegaETH ไม่ได้ทำ L2 แบบเดิม ไม่ใช่แค่เอา Ethereum มา optimize แล้ว run เร็วขึ้น สิ่งที่พวกเขาทำคือ decouple ex*****on ออกจาก consensus และ data availability ทั้งหมด แล้วเอา ex*****on ไปวิ่งบน sequencer เดี่ยวที่มี hardware ระดับ data center — CPU มากกว่า 100 cores, RAM สูงถึง 4 terabytes, network bandwidth 10 Gbps

ลองนึกภาพดูครับ 4TB RAM บน node เดียว ในขณะที่ Ethereum validator ทั่วไปใช้ RAM แค่ 16-32 GB

block time ของ MegaETH อยู่ที่ 10 milliseconds Ethereum mainnet อยู่ที่ 12 วินาที Optimism อยู่ที่ 2 วินาที แต่ MegaETH คือ 10ms — นั่นคือเร็วกว่า ping จากกรุงเทพไปสิงคโปร์ และ target ระยะยาวของพวกเขาคือ 1ms กับ 10 gigagas per second ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เคยมีใคร attempt บน blockchain มาก่อน

engine ที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นเรียกว่า Streaming EVM แทนที่จะ batch transactions แล้ว execute ทีละ block เหมือนทุก L2 อื่น MegaETH stream ex*****on แบบ continuous — transaction เข้ามาก็ process ทันที ไม่รอให้ block เต็มก่อน logic นี้คล้ายกับความแตกต่างระหว่าง batch processing กับ real-time stream processing ในระบบ data pipeline ทั่วไป

แต่นี่คือ tradeoff ที่ซ่อนอยู่และคนส่วนใหญ่มองข้าม

sequencer เดี่ยวที่ทรงพลังขนาดนั้นคือจุดอ่อนที่ชัดที่สุดของ architecture นี้ ถ้า sequencer ล่ม network ล่มทั้งหมด นี่คือ single point of failure ที่ตรงกันข้ามกับ philosophy ของ decentralization โดยสิ้นเชิง พวกเขารู้ดี — ในเอกสาร tokenomics ของ MEGA token มีการ lock token ส่วนหนึ่งไว้กับ KPI ด้านการ decentralize network ตามโมเดลของ Vitalik ซึ่งแปลว่า token จะ unlock เต็มได้ก็ต่อเมื่อ MegaETH พิสูจน์ได้ว่าตัวเองกระจายอำนาจออกไปจาก sequencer เดี่ยวแล้ว

พูดง่ายๆ คือ incentive ทางเศรษฐกิจถูก hardcode ให้ตรงกับ roadmap ทางเทคนิค

ผมคิดว่านี่คือ design decision ที่ฉลาดและซื่อสัตย์มาก แทนที่จะพูดว่า "เราจะ decentralize ในอนาคต" แล้วก็ไม่ทำ พวกเขาเขียนมันลงไปใน token contract ตรงๆ ว่าถ้า network ยังไม่ผ่าน decentralization threshold token ที่เหลือก็ยังไม่ออก ทีมก็ยังไม่ได้เงิน

blockchain ที่ trade centralization แลก performance เป็นเรื่องเก่า แต่ blockchain ที่ยอมรับมันตรงๆ แล้วเอา economic mechanism มาบังคับให้ตัวเองต้องแก้ปัญหานั้น — อันนี้ผมไม่ค่อยเห็น

Michael Saylor ติด orange dot บน X อีกแล้ว นะจุดสีส้มนี่คือสัญญาณซื้อ BTC นะ Strategy บริษัทของเค้าถือ 500,000+ BTC แล้ว...
28/04/2026

Michael Saylor ติด orange dot บน X อีกแล้ว นะ

จุดสีส้มนี่คือสัญญาณซื้อ BTC นะ Strategy บริษัทของเค้าถือ 500,000+ BTC แล้ว มูลค่ารวม ~$40B

ETF ไหลเข้า 9 วันติดต่อกัน รวม $1.9B นะ ไม่ใช่ล้าน เป็นพันล้านดอลลาร์

อีกคนที่น่าสนใจคือ Metaplanet นะ บริษัทญี่ปุ่น กู้เงิน $50M ดอกเบี้ย 0% มาซื้อ BTC เพิ่ม

institutional ยังไม่หยุดซื้อ นะ

CFTC ฟ้องรัฐ New York แล้ว นะ เรื่อง prediction marketNew York บอกว่า Polymarket กับ Kalshi คือการพนัน ต้องให้รัฐควบคุมC...
27/04/2026

CFTC ฟ้องรัฐ New York แล้ว นะ เรื่อง prediction market

New York บอกว่า Polymarket กับ Kalshi คือการพนัน ต้องให้รัฐควบคุม

CFTC บอกว่าไม่ใช่ มันคือ commodity futures ตลาดซื้อขายสัญญาล่วงหน้า

ทำไมสำคัญ ?

เพราะถ้า prediction market เป็นพนัน รัฐบาลแต่ละรัฐจะสั่งปิดได้ทันที นะ

แต่ถ้าเป็น futures CFTC จะเป็นคนดูแล แล้วให้ทำงานได้เต็มที่

crypto ก็รอดูผลอยู่ นะ ถ้า prediction market โดนปิด DeFi ก็อาจโดนตาม

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Techtoroผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์